คนหางาน เลือกสมัครงานกับองค์กรแบบไหนดี เพื่อไม่ให้เสียใจทีหลัง

องค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมีข้อเสนออะไรที่ทำให้ผู้สมัครงานมีความต้องการเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ เป็นสิ่งที่ทั้งผู้สมัครงานและองค์กรต่างๆควรรู้ไว้เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ดึงดูผู้สมัครงานในอนาคต

สวัสดิการเบื้องต้น

พบว่าองค์กรที่ให้เงินจูงใจ โบนัส ค่ารักษาพยาบาลได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดี นอกเหนือจากเงินเดือนตามที่ตกลง เช่น Incentive ค่าคอมมิชชั่น โบนัส สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล วันลาพักร้อน ลาคลอด เป็นสิ่งที่คนทั่วไปพิจารณามากที่สุดในการประกอบการตัดสินใจ ปัจจัยนี้สำคัญมากขึ้น เพราะการดูแลพนักงานให้ดี จะดึงดูดแรงงานคุณภาพมาทำงานให้มากขึ้น รวมถึงการให้ค่าตอบแทนและมีฐานเงินเดือนตามมาตรฐาน หรือมีฐานเงินเดือนที่ดีกว่าองค์กรอื่นในธุรกิจเดียวกัน ทำงานอยากร่วมงานกับองค์กรมากขึ้น

องค์กร

ความมั่นคงและชื่อเสียงขององค์กร

การทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียง  องค์กรที่คนภายนอกรับรู้ได้ ถึงชื่อเสียง คนอยากเข้าก็มาก และภูมิใจที่ได้บอกว่าทำงานในองค์กรนี้  เพราะสังคมจะรับรู้ว่าเขาเก่งถึงเข้าไปในองค์กรนั้นได้  ความมั่นคงในอาชีพยังคงเป็นสิ่งที่ผู้สมัครงานและผู้หางานมองหาอยู่   การทำงานในองค์กรที่มีผลประกอบการดีแต่ขายสินค้าตามเทรนด์ อาจทำให้พนักงานโดนลอยแพเมื่อเศรษฐกิจซบเซา ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ความมั่นคง จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่โดนพิจารณาว่าสำคัญมาก ๆ คนเลือกทำงานที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าแต่มั่นคงกว่ากันมากทีเดียว

โอกาสฝึกอบกรมสัมมนาพัฒนาตนเอง

องค์กรที่ให้โอกาสในการฝึกอบรม และพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  จะดึงดูดคนที่ต้องการพัฒนาตัวเอง ทุกวันนี้ความรู้เป็นเรื่องที่ไม่มีขอบเขต ดังนั้นการเรียนรู้จึงไม่สิ้นสุด องค์กรที่มีการจัดเทรนนิ่ง อบรมอย่างสม่ำเสมอ และเป็นสิ่งที่น่าสนใจตรงตามความต้องการและทันสมัยจะทำให้คนหางานสนใจในองค์กรมากขึ้น

องค์กร และวัฒนธรรม

กฎระเบียบในองค์กร

วัฒนธรรมองค์กรและเป้าหมายขององค์กรที่ไม่ขัดต่อหลักการใช้ชีวิตของคนหางาน เช่น องค์กรที่มีเป้าหมายในการทำเพื่อสังคมโดยที่ไม่เน้นกำไรเกินไปใส่ใจต่อผู้บริโภคคือองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมมาก และยิ่งเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมส่งเสริมการเรียนรู้และทำให้พนักงานมีความท้าทายในการทำงานมากขึ้นยิ่งดึงดุดคนทำงานได้ดี

ปัจจัยข้างต้นล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของคนทำงานทั้งสิ้น องค์กรที่ต้องการหาคำเก่งมาทำงานต้องสร้างแรงดึงดูดให้พนักงานเข้ามารู้จักองค์กรและมององค์กรด้วยภาพลักษณ์ที่ดี  ในขณะคนหางานเองก็ควรพิจารณาองค์กรที่จะตอบสนองการใช้ชีวิตทำงานของตนเองให้ตรงความต้องการจะได้มีความสุขใจในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ยิ่งไอยู่ในองค์กรที่มีคุณสมบัติข้างต้นหลายประการยิ่งจะส่งผลให้คุณทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ถามใจคุณดู องค์กรแบบไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วย

ก่อนที่จะสมัครงาน การมองหางานที่ใช่สำหรับตัวเอง เพื่อช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าคุณเหมาะกับการทำงานในองค์กรแบบไหนกันแน่เป็นสิ่งที่คุณควรทำ มาดูสิว่าองค์กรแบบนี้ใช่ไหมที่คุณอยากไปสมัครงาน

องค์กรแบบ Startup

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบความอิสระ และเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย องค์กรแบบ Startup เพราะองค์กรแบบ เหมาะกับคนที่ต้องการเวทีปล่อยของ มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้เด็กจบใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า Startups มีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ทำให้มีอิสระในการทำงาน สร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ แต่ผลตอบแทนอาจไม่มั่นคง การทำงานไม่มีพี่เลี้ยงคุต้องพร้อมมากๆ

องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง

องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง อาจจะมีความสุขมากกว่าการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ก็เป็นได้ เพราะคุณจะได้ทำงานและเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กร โครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบคุณสามารถจัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้  และคุณยังรู้สึกว่าการมีสิทธิ์ มีเสียง ในการแสดงความคิดเห็น อาจทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในสายงาน สำหรับคนจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้วน่าจะเหมาะที่จะสมัครงานในองค์กรแบบ SMEs

องค์กรที่มีชื่อเสียง

คนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง อาจเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศหรือองค์กรระดับโลก  คนหางานที่ต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่ตอบโจทย์คุณมากที่สุด  โครงสร้างขององค์กรมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน ระบุบทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างที่จะชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานไม่เต็มที่

สำหรับคนหางานที่มีใจรักการบริการ และมีจิตกุศล ต้องการตอบแทนให้สังคมอยากเห็นสังคมดีขึ้น  สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นสายงานที่เหมาะสมกับคุณ เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร  ด้วยขอบเขตการทำงานที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็ก ไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ คุณจะได้รับผิดชอบในหลายๆหน้าที่และต้องบริหารตัวเอง ได้พัฒนาตัวเอง และแน่นอนผลตอบแทนอาจจะต่ำถ้ามันเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของคุณก็สมัครงานได้เลย

จริงแล้วการเลือกสมัครงาน นอกจากจะมองหางานที่ให้เงินเดือนดี  การตัดสินใจเลือกว่าจะทำงานกับองค์กรแบบไหน ก็เป็นสิ่งที่ต้องคิด การประสบความสำเร็จในการทำงานแบบระยะยาวได้ต้องค้นหาตัวเองให้เจอว่าองค์กรแบบไหน เป็นองค์กรที่ใช่สำหรับตัวเรา และคุณมีคุณสมบัติ ความสามารถ และทักษะการทำงานจะเหมาะสมกับองค์กรแบบไหนมากกว่า 0’สำรวจตัวเองดูว่าคุณเหมาะกับองค์กรแบบไหนมากที่สุดและมุ่งไปสู่การสมัครงานในองค์กรเหล่านั้น เตรียมตัวให้ดีโอกาสได้งานอยู่แค่เอื้อมแล้ว

ตามมาส่อง บริษัท สุดว้าว !!! ที่มีวัฒนธรรมองค์กร โดนใจคนรุ่นใหม่

สถานที่ทำงานขนาดใหญ่   เงินเดือนหรือสวัสดิการ ไม่ใช่ปัจจัยดึงดูด คนหางานในปัจจุบัน แต่เรื่องของวัฒนธรรมองค์กรหรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นๆ กลายมาเป็นแรงดึงดูดให้คนหางานอยากจะมาทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

เมื่อเราสำรวจวัฒนธรรมองค์กรในสมัยนี้ยังพบวัฒนธรรมแปลกๆ สุดว้างในที่ในที่ทำงานที่ดึงดูดคนหางาน ได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเช่น 7 องค์กรสุดว้างต่อไปนี่ที่เมื่อคุณได้รู้จักวัฒนธรรมองค์กรอาจอึ้งไปเลย

1.Zappos  จะขอให้พนักงานใหม่ลาออกหลังจากทำงานไปในสัปดาห์แรกของการเทรนนิ่ง ถ้าพวกเขาตัดสินใจแล้วว่างานที่ทำอยู่นี่ไม่เหมาะกับเขา และจะถูกเสนอให้รับเงิน 2 พันดอลล่าร์  หากคุณคิดว่าไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรตั้งแต่แรก บอกลากันได้เลยไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมาก

2.Warby Parker ทำและขายกระจกออนไลน์ มาตั้งแต่ปี 2010 มีวัฒนธรรมองค์กรแบบ “culture crushes” มี การจัดกิจกรรมสนุกๆ ระหว่างมื้อกลางวัน โปรแกรมอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อความเพลิดเพลินสนับสนุนคอมมูนิตี้ภายในองค์กร นับเป็นวัฒนธรรมบริษัทที่ดีเยี่ยม เข้ากับไลท์สไตล์ของคนยุคใหม่จริงๆเลย

3.Twitter  ผู้คนอยากจะไปงานมากที่สุด การประชุมบนดาดฟ้า สภาพแวดล้อมที่ทำงานแบบ team-oriented มีแรงผลักดันในการทำงานเพื่อเป้าหมายสูงสุดของบริษัทได้รับประทานอาหารฟรีทุกมื้อ มีโยคะคลาส ไปพักร้อนแบบไม่มีลิมิต และยังมีสิทธิพิเศษอื่นๆ อีก พนักงานล้วนภูมิใจที่ได้มาทำงานที่นี้ พวกเขารักที่จะทำงานร่วมกับคนเก่งๆ มากมาย

4.Chevron องค์กรขนาดใหญ่ที่เก่าแก่แต่กลับมีวัฒนธรรมสุดว้าว !!!! บริษัทเกี่ยวกับน้ำมันและแก๊สมักตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีจากสาธารณชนเสียส่วนใหญ่ แต่พนักงาน Chevron กลับรักในวัฒนธรรมขององค์กรของเขาอย่างมาก “the Chevron way” มั่งทุ่มเทอย่างหนักเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน การสนับสนุนการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของพนักงาน มีการจัดศูนย์สุขภาพและฟิตเนสบนไซท์งาน รวมทั้งการจัดสรรช่วงเวลาเบรกที่เหมาะสม

5. Southwest Airlines

ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนมีภักดีกับแบรนด์ของ Southwest อย่างมาก เพราะนอกจากจะยิ้มแย้มเป็นกันเองแล้วพนักงานยังพยายามอย่างหนักที่จะเข้าช่วยเหลือลูกค้า พนักงานสามารถอนุญาตให้เอ็กซ์ตรา ไมล์เพื่อทำให้ลูกค้ามีความสุข

6. Facebook มีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ ให้ผลตอบแทนมากมาย อาทิ อาหาร หุ้น พื้นที่พักผ่อนในออฟฟิศ ทีมเวิร์กที่ดี การเปิดเผย บรรยากาศการ พยายามจัดสรรสถานที่ให้เกิดความเหมาะสม มีพื้นที่เอาท์ดอร์เพื่อพักผ่อน และยังสถานที่ทำงานแบบเปิด และพยายามสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบแบนที่เข้าถึงระดับผู้บริหารให้ง่ายขึ้น ด้วยการสร้างตึกและเพิ่มพื้นที่เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวด้วย

7. Adobe ค่อนข้างออกนอกกรอบ โดยการท้าทายพนักงานด้วยโปรเจ็คต์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ให้ข้อเสนอผลตอบแทนที่มากมาย ก้าวข้ามอะไรที่มันจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ พนักงานที่จะต้องใช้หัวคิดในการสร้างสรรค์โปรดักส์ก็จะรู้สึกเป็นอิสระและสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างดี

ก่อนกดลง e-mail สมัครงานตรวจสอบให้ดี อย่าพลาดแบบนี้จะเสียใจ

การร่อนจดหมายสมัครงาน ทาง E-mail นั่นสะดวก และรวดเร็ว ไม่เสียเวลาชีวิต แต่ภายใต้ความสะดวกนี้ผู้หางานก็ต้องใส่ใจทุกขั้นตอนก่อนกดลง e-mail สมัครงานต้องตรวจสอบให้ดี อย่าพลาดแบบนี้จะเสียใจ

หัวข้อ E-mail ระบุรายละเอียดชัดเจน กระชับ

หัวข้อ Email ต้องมีความชัดเจน  เช่น “มีความประสงค์สมัครงาน ตำแหน่ง xxx ” หัวข้อจดหมายควรจบที่ 70 ตัวอักษร เพราะมันบอกถึงความรอบคอบ และความคิดที่ละเอียดของคุณ และยังมันทำให้ HR คัดกรองเอกสาร และส่งต่อได้สะดวก

อย่าใช้ชื่อของ Email แบบนี้ในการสมัครงาน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ Email ประหลาด ๆ หรือไม่สุภาพ หรือ ชื่อ Email สามารถใช้ค้นหาประวัติความเกรียนของคุณบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ รวมทั้ง Email ขององค์กรที่คุณทำงานอยู่ในปัจจุบัน

เขียนเกี่ยวกับตัวเอง ความตั้งใจ และเหตุผลที่เลือกสมัครงานลงไปเป็นข้อความนำส่งใน Email เพราะแค่ Resume อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นตัวตนของคุณ และถือเป็นมารยาทที่จะนำเข้าสู่เรื่องที่ประสงค์ หาคำลงท้ายที่ดีด้วยละอย่าลืม ควรใช้ภาษาที่เป็นทางการด้วยนะ

ตรวจสอบการสะกดคำให้ถูกต้อง

ระวังการพิมพ์ผิดทุกข้อความ ยิ่งชื่อตำแหน่งงาน ชื่อองค์กร ด้วยละก็ต้องใส่ใจให้มาก มันสะท้อนถึงความรอบครอบของคุณได้เป็นอย่างดีเลย

เอกสารแนบต่างๆที่สำคัญ

ห้ามพลาดในการส่งเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น Transcript ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหาร ใบสำเร็จการศึกษา Portfolio ผลงานของคุณ ใส่ใจกับแฟ้มสะสมผลงาน หรือ portfolio ให้แนบผลงานที่เด่น ๆ ที่คุณคิดว่าต้องโชว์ไม่ควรแนบทุกผลงานโดยผลงานที่ไม่ดีนั้นอย่าใส่ไปเลย  และทำรายละเอียดเอกสารและตั้งชื่อไฟล์ให้ดี มีระบบและใช้คำที่สื่อถึงเอสารนั้นๆ ควรจัดส่งเป็นPDF เพื่อไม่ให้เกิดความคาดเคลื่อน และการ Zip File ก็ดูจะทำให้ผู้รับสมัครงานไม่สะดวกด้วยสิ

รูปถ่ายของคุณควรเป็นรูปถ่ายที่แสดงคาแรกเตอร์ของงานที่คุณอยากมาทำ เช่น เป็นนักเขียน ตากล้อง รูปถ่ายของคุณต้องแสดงถึงรสนิยมที่ดี แต่ก็อย่าลืมใส่ใจเรื่องรูปร่างหน้าต้องดูดี ดูน่าเชื่อถือไม่ควรใช้ภาพถ่าย Selfie อย่างเด็ดขาด

อย่าลืมแนบเรซูเม่

เขียนเรซูเม่ หรือ CV ให้เข้าใจง่ายและตรงกับตำแหน่งที่คุณสมัครเข้ามา พิจารณารูปแบบเรซูเม่สำเร็จรูปตามเวปไซต์ประกาศงาน หรือรับสมัครงาน ให้ดีเลือกที่ตรงกับงานของคุณให้มาก

ทั้งหมดคือคำแนะนำ ก่อนกดลง e-mail สมัครงานตามการเขียนEmail สมัครงานที่เหมาะสมก็ย่อมทำให้โอกาสในการได้งานดี ๆ มีมากกว่า ซึ่งนั่นหมายถึง หน้าที่การงานที่ดี โอกาสเจริญก้าวหน้า ความมั่นคงทางการเงิน กำลังรอคุณอยู่ใส่ใจสักนิดเวลาไม่นานในการเตรียมตัวอาจเป็นการพลิกชีวิตคุณเลยก็ได้

หยุดคำพูดพวกนี้ไว้ถ้าคุณไม่อยากพลาดโอกาสได้งานทำ

การพูดจาขณะสัมภาษณ์งาน หากพูดดีก็จะทำให้คุณหางานได้ง่ายหากพูดอะไรพลาดไปโอกาสการได้งานก็คงหลุดลอย ผู้ที่กำลังหางานอยู่มาดูสิว่า คำพูดแบบไหนที่คุณไม่ควรพูดออกไปกับกรรมการสัมภาษณ์และผู้ที่มีส่วนในการพิจารณารับคุณเข้าทำงาน

ถ้าอยากหางานให้ได้งาน หยุดคำพูดพวกนี้ไว้ถ้าคุณไม่อยากพลาดโอกาสได้งานทำ

มาช้าไม่ตรงเวลา  และกล่าวคำว่า “ขอโทษที่มาสาย”  การตรงต่อเวลา” เป็นสิ่งที่สำคัญในการทำงาน ถ้าผู้สมัครไม่สามารถจัดการเวลา มาไม่ตรงตามเวลานัดหมายได้ นั่นหมายถึงคุณก็ไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนด

ทางที่ดีควรไปก่อนเวลานัดสัมภาษณ์เล็กน้อยเพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน และเตรียมตัวก่อน สัมภาษณ์งาน หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ทำให้ไม่สามารถไปทันเวลานัดหมายได้ ต้องโทรศัพท์ไปแจ้งผู้สัมภาษณ์ว่าคุณขอไปสายกว่าเวลานัด พร้อมอธิบายเหตุผลจำเป็น

อย่าพูดจามีอคติกับอดีตนายจ้าง บริษัท เพื่อนร่วมงาน

สิ่งที่ร้ายแรงมาก ไม่ควรพูดถึงในแง่ลบ เพราะผู้สัมภาษณ์จะเห็นทัศนคติด้านลบของคุณควรกล่าวถึงอย่างสุภาพ จะดีกว่าแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ดีกับคุณก็ตาม

อย่าถามถึงเงิน โดยไม่รู้กาลเทศะ

ถ้าคุณจะเร่งรีบหยิบยกเรื่องเงินเดือนและค่าตอบแทนขึ้นมาพูดก่อน คุณคงจะได้คะแนนตอดลบไปแล้ว มันแสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสำคัญเรื่องเงินมากกว่าเนื้องาน เมื่อผ่านการสนทนาไปสักพักแล้ว นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์อาจเป็นผู้เริ่มการสนทนาเรื่องเงินเดือนและค่าตอบแทนขึ้นมาเอง ควรยอมรับเงินเดือนในช่วงแรกที่นายจ้างเสนอมาก่อน พร้อมทั้งสอบถามกับผู้สัมภาษณ์หรือนายจ้างว่า เมื่อคุณผ่านโปรหรือทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ จะสามารถขอขึ้นเงินเดือนในภายหลังได้หรือไม่

ไม่ควรพูดหรือรับปากในสิ่งที่คุณทำไม่ได้

พูดถึงสิ่งที่คุณจะไม่ทำ หรือข้อจำกัดของคุณที่มันมีผลต่อการทำงาน ไม่ควรเริ่มพูดถึงข้อแม้หรือสิ่งที่คุณทำไม่ได้ เช่น เช่น ทำงานล่วงเวลาไม่ได้ ทำงานต่างจังหวัดไม่ได้ ไม่ทำงานวันหยุด  และไม่ชอบติดตามลูกค้า และควรเข้าใจด้วยว่า ย่อมจะมีงานที่คุณไม่ชอบทำบ้าง เป็นครั้งคราว แต่คุณควรเตรียมตัวที่จะรับกับสถานการณ์นั้นๆไม่ใช่เอามาเป็นข้อจำกัดในการทำงาน

อย่าพูดว่า “ไม่รู้  หรือ ไม่ทราบ” ซ้ำๆ

ยิ่งถ้าคำถามนั้นคือ ทำไมถึงมาสมัครในตำแหน่งงานนี้ ถ้าคุณตอบว่า “ไม่ทราบ” หรือ รู้หรืไม่ว่าตำแหน่งนี้ทำงานอะไรและตอบว่า “ไม่รู้ ไม่ทราบ” มันเป็นการแสดงให้กรรมการผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราไม่ใส่ใจต่องาน

 

อย่าถามเรื่องส่วนตัวของผู้สัมภาษณ์

แม้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด แต่การล่วงเกินไปถามเรื่องส่วนตัวของผู้สัมภาษณ์  เช่น พี่ทำงานที่นี่มากี่ปีแล้วแล้วค่ะ   งานที่นี่ดีไหม นายเป็นยังไงบ้าง พี่มีครอบครัวรึยังค่ะ  ที่นี่น่าอยู่หรือไม่  พี่ได้เงินเดือนเท่าไหร่บางคำถามที่ไม่ควรถามเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าผู้สัมภาษณ์จะให้ความเป็นกันเอง คุยกันแบบพี่น้อง แต่คุณควรมีมารยาทที่จะไม่ถามอะไรเกินเลย

Gig Worker รูปแบบการทำงานของคนยุคใหม่ที่รายได้ไม่กิ๊กก๊อก

ก่อนจะไปพูดถึง Gig Worker มารู้จักก่อนว่า Gig Economy คืออะไร  Gig Economy นั้นหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานครั้งคราว หรืองานที่รับจ้างจบเป็นครั้งๆ ไป  เช่น ฟรีแลนซ์ พาร์ทไทม์ เอาท์ซอร์ส ไปจนถึงคนที่รับจ้างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น คนขับ Uber และคนที่รับงานผ่าน Upwork หรือ Gigwalk    คนทำงานเหล่านี้ เราเรียกเขาว่า  Gig Worker  มีลักษณะคือมีอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับงานหรือเวลาทำงาน โดยได้รับค่าตอบแทนตามจำนวนงานที่ทำ

การทำงานแบบ Gig Economy ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การจ้างงาน การหางาน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในปัจจุบัน  รูปแบบการทำงานแบบนี้ทำให้เกิดการหางานในรูปแบบใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเข้าสู่การหางานในองค์กรขนาดใหญ่ สร้างความมั่นคงโดยเอาตัวเองไปล๊อคไว้ในระบบขององค์กรที่เป็นทางการ

การทำงานแบบ Gig Economy

ข้อดีของการทำงานในรูปแบบ Gig Economy  ที่ชัดเจนคือความยืดหยุ่น  เรื่องเวลาทำงาน อาจต้องแลกมาด้วยความไม่มั่นคงจากรายได้ที่ไม่แน่นอน

Gig Economy เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สังคมออนไลน์ โลกออนไลน์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Gig Economy เติบโตอย่างก้าวกระโดดแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) อย่าง  Airbnb ,Spinlister ,Grab และ Uber สร้างโอกาสหารายได้และกลายเป็นช่องทางหาเงินใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับการทำงานนั่งโต๊ะแบบเดิม  ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่ต้องการมีอิสระ ได้ทำตามใจตัวเอง ทำให้ Gig Economy ก็เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการตรงนี้ได้เป็นอย่างดี

องค์กรเปลี่ยนมาเป็น Gig worker กันมากขึ้น

คนยุคใหม่หันหลังในการทำงานในองค์กรมาสู่การเป็น Gig worker กันมากขึ้น การทำตัวเป็นพนักงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้นดูจะไม่ใช่ความท้าทายของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป คุณจะเห็นว่า ตอนเช้าเขาอาจจะรับงานฟรีแลนซ์ บ่ายออกไปเป็นคนขับ Grab ตอนเย็นรับจ้างทำงาน event และเปิดบ้านเป็นห้องพัก แถมมีเวลาว่างไปช่วยองค์กรการกุศล

การทำงานแบบ Gig Economy

การเติบโตของ Gig worker

ตัวเลขประชากร Gig worker ในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 54-68 ล้านคน หรือคิดเป็นราวๆ 40% ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ นอกจากนี้ในฝั่งผู้ประกอบการยังมีความตื่นตัวที่จะทำให้การจัดการกับ Gig worker เป็นสิ่งที่มีระบบมากขึ้นถือว่า ว้าว !! มากที่เดียว เช่น เทศบาลนครนิวยอร์ก  ออกกฎหมาย “Freelance isn’t free Act” ให้สิทธิประโยชน์พื้นฐานกับเหล่าคนทำงานอิสระ มีสัญญาการจ้างงานแบบเป็นลายลักษณ์อักษร ในนั้นพูดถึงการรับเงินตามระยะเวลาทำงาน การคุ้มครองต่างๆ

ในขณะที่ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มความสนใจทำงานแบบนี้มากขึ้น Gig Worker ในประเทศไทย  กำลังขยายตัว เห็นได้จากแฟลตฟอร์มการทำงานที่สนับสนุนกลุ่ม Gig Worker อย่าง Fastwork และ Freelancebay ,Lalamove FindMaid และ Helpster ก็เป็นส่วนช่วยให้ Gig worker ในไทยเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว   เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง ที่จะเห็นการจ้างงานในอนาคตที่ต่างออกไปจากเดิม

สิ่งที่ตามมาคือคุณต้องจัดสรรเวลาสำหรับตัวเองเพื่อ การทำให้ชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัวไปด้วยกันได้ดี เมื่อคุณคือผู้บริหารเวลาด้วยตัวเองอย่าให้เวลาทำงานมารบกวนเวลาอื่นๆของคุณ

อยากร่วมงานบริษัทต่างชาติ เตรียมพร้อมอย่างไรให้ได้งาน

บริษัทต่างชาติมีแนวทางในการทำงานที่แตกต่างจากคนไทย ทั้งทักษะที่จำเป็น การเข้ากับวัฒนธรรมการทำงาน และวัฒนธรรมองค์การ การยอมรับความหลากหลาย หากคุณต้องการสมัครงานในองค์กรที่เป็นบริษัทต่างชาติ คุณควรเริ่มสำรวจมีตัวเองคุณสมบัติดังต่อไปนี้หรือไม่

ความพร้อมด้านภาษา

ความพร้อมด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการทำงานกับบริษัทต่างชาติ  ภาษาไม่ได้คือจบเลย เพราะการทำงานย่อมออกมาไม่ได้เมื่อคุณสื่อสารไม่ได้  ทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานได้

ดังนั้นผู้สมัครงานต้องฝึกฝนความสามารถทางด้านภาษา ให้มีทักษะทั้งการ พูด ฟัง อ่าน เขียน สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้ด้วยตนเองเช่นการ อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ชมภาพยนตร์ หรือฟังเพลงภาษาอังกฤษ ฝึกตัวเองให้ความกล้าในการพูดคุยกับชาวต่างชาติ รับรองว่าภาษาของคุณจะดีขึ้นมากและใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แสวงหาความรู้อยู่เสมอ

กระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ องค์กรต่างชาติ มักทำกิจการที่ต้องมีการแข่งขันสูงการที่คุณมีความกระตือรือร้นจะช่วยให้องค์กรสามารถทำสิ่งใหม่ๆได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมต่อความท้าทายที่จะเกิดขึ้น

ฝึกตัวเองให้สื่อสารชัดเจน ตรงประเด็นทำให้ เกิดความเข้าใจตรงกันว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ต้องการอะไร ไม่อ้อมค้อม องค์กรต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝรั่งนั้นมีวัฒนธรรมในการสื่อสารที่ตรงกับความคิด โดยที่ไม่ถือเป็นการเสียมารยาท คือว่าได้ และ ไม่ได้ มีความหมายตรงตามที่พูด

หากคุณรับคำว่า ได้ แต่ไม่ทำตามที่พูดแบบนี้คุณคือคนที่องค์กรจะไม่ปลื้มแน่ๆ  ก่อนการรับปากทำงานที่ได้รับมอบหมาย คุณต้องมั่นใจว่าคุณสามารถทำงานนั้นได้จริง เพราะเมื่อคุณรับปากจะทำ ย่อมเกิดคาดหวังถึงความสำเร็จของงานไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความใส่ใจต่อรายละเอียดของงาน

อย่าปล่อยความสงสับเอาไว้ ถามทันทีเมื่อสงสัย  เจ้านายชาวต่างชาติรู้สึกยินดีที่ลูกน้องมีคำถามที่เป็นประโยชน์  แสดงความใส่ใจต่อรายละเอียดของงาน แต่การเก็บคำถามนั้นไว้ในใจแล้วทำให้งานเกิดความเสียหาย อย่าปล่อยให้ความสงสัยทำลายงานของคุณ เพราะนั้นคือจุดจบสำหรับการร่วมงานในองค์กรต่างชาติ

ความใส่ใจต่อรายละเอียดของงาน

รายงานความคืบหน้าของงานให้เจ้านายทราบความเคลื่อนไหวของงานอยู่เสมอ เพราะเมื่อเกิดปัญหาในการทำงานขึ้น เจ้านายจะได้เข้ามาช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหา  บางครั้งบางทีเรามักที่จะคิดว่าเราจะจัดการงานนั้นได้โดยที่ปกปิดเรื่องบางอย่างแท้จริงแล้วการไม่โปร่งใสเช่นนี้เป็นสิ่งที่องค์กรต่างชาติรับไม่ได้เพราะมันมีผลต่อการทำงานของผู้อื่นด้วยเช่นกัน

หากคุณมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์เหล่านี้แล้วการสมัครงานในองค์กรต่างชาติก็ใกล้ความฝันที่จะเป็นจริงแล้ว อย่ารอช้าที่จะหาประสบการณ์ให้ตัวเอง พร้อมแล้วก็ลุยเลย